อินเดียตะวันตก ดินแดนแห่งความมหัศจรรย์

india-15

ทัวร์อินเดียได้พาคุณๆไปชมมา 2 ภูมิภาคทั้งทางตะวันออกและทางใต้แล้ว  ก็ได้ชมทั้งความเป็นเมือง และทิวทัศน์ของภูเขา  มาคราวนี้ทัวร์อินเดียจะพาคุณไปชมความสวยงามของทะเลทรายและถ้ำกันบ้าง  ถ้าคุณพร้อมแล้ววันนี้เราจะไปคุณไปรู้จักกับภาคตะวันตกของอินเดียกัน เพราะภาคตะวันตกนี้เป็นที่ตั้งรัฐราชสถาน  ดินแดนของมหาราชา และทะเลทรายของอินเดีย  แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ  คือ  เมืองชัยปุระ  ราชธานีที่เคยรุ่งเรืองในอดีตของพวกราชปุต  ปัจจุบันความเจริญสมัยใหม่ของภูมิภาคนี้อยู่ที่เมืองมุมไบ  เมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์กลางการค้า และพาณิชย์ที่สำคัญที่สุดของอินเดีย  เลาะชายฝั่งทะเลลงไปเป็นเมืองกัว  (Goa)  เมืองตากอากาศชายทะเลที่เคยเป็นเมืองในปกครองของโปรตุเกสมาก่อน  นอกจากนั้นยังมีถ้ำอชันตา  (Ajanta  Cave) ศาสนสถานของศาสนาพุทธ อยู่ในเทือกเขาวินธัย (Vindhya mountains) ถ้ำนี้เกิดจากฝีมือมนุษย์สกัดหินแกรนิต จนเป็นหลืบโพรงเพื่อสร้างพุทธสถานในถ้ำมีภาพเขียนสีพุทธประวัติ ที่มีชื่อเสียงว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อีกแห่งหนึ่งของอินเดีย

·       ชัยปุระ (Jaipur)

ชัยปุระ  หรือนครแห่งชัยชนะ  เป็นเมืองหลวงของรัฐราชสถาน  คนอินเดียเรียกเมืองนี้ว่า  ไจปูร์  หรือไจเปอร์  ท่านมหาราชา  ไสว  ชัย  สิงห์  ที่ 2 (Sawei  Jai  Singh  II)  เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1728  เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ออกแบบวางผังเมืองได้สวยงาม  มีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง คือ   พระราชวังแอมเบอร์  ซึ่งเป็นป้อมปราการด้วย  จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  Amber  Fort  กับพระราชวัง  สายลม

ชัยปุระเป็นเมืองหลวงของรัฐราชสถาน  ได้ชื่อว่า  นครสีชมพู  (Pink City) เพราะในสมัยที่มหาราชา  ราม  สิงห์  เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองชัยปุระ  เวลานั้นอินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ  ในปี ค.ศ. 1853  เจ้าชายมกุฎราชกุมารของอังกฤษเสด็จประพาสเมืองชัยปุระมหาราช  ราม  สิงห์  สั่งให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองทาสีบ้านเรือนด้วยสีชมพู (อมส้ม) ทั้งเมืองเพื่อถวายาการต้อนรับ  ชัยปุระจึงได้ชื่อว่านครสีชมพูตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จุดเด่นของการท่องเที่ยวในชัยปุระ  คือการขี่ช้างจากสถานีช้างเพื่อขึ้นไปยังป้อมปราการแอมเบอร์  เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นของนักท่องเที่ยว  ช้างตัวใหญ่สามารถรับผู้โดยสารได้คราวละ  4 คน  พาเดินขึ้นไปบนป้อมปราบที่อยู่บนเนินสูง  ส่วนขากลับนั้นช้างเดินตัวเปล่ากลับลงมา เพราะนักท่องเที่ยวใช้บริการรถจิ๊ปเล็กที่แล่นลงเนินอย่างรวดเร็วทันใจแทนช้าง

ป้อมปราการ  แอมเบอร์  (Amber Fort) เป็นป้อมปราการที่มหาราชา  ไสว  ชัย  สิงห์  ที่ 2  ทรงสร้างขึ้น  เพื่อใช้เป็นแนวป้องกันข้าศึกไม่ให้มารุกรานได้โดยง่าย  ในยุคที่จักรวรรดิโมกุลเรืองอำนาจ  ป้อมปราการแอมเบอร์เป็นราชธานีของพวกราชปุตอยู่นาน  เนื่องจากตั้งอยู่บนภูเขาอันเป็นทำเลที่ได้เปรียบทางยุทธศาสตร์  ครั้นจักรวรรดิโมกุลเสื่อมอำนาจ  พวกราชปุตจึงย้ายลงมาตั้งเมืองอยู่ในหุบเขาข้างล่าง  และตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า  ชัยปุระ

เมืองชัยปุระนั้นต่างจากกรุงเดลี และอัคระเพราะเป็นเมืองที่ค่อย ๆ เจริญ และยิ่งใหญ่ขึ้นตามลำดับ  ด้วยพระปรีชาของมหาราชา  ไสว  ชัย สิงห์  ที่ 2  พระองค์เป็นกษัตริย์ที่เฉลียวฉลาด  ได้ชักชวนช่างฝีมือผู้มีความเชี่ยวชาญในวิชาการแขนงต่าง ๆ มาอยู่ที่ชัยปุระ  เพราะต้องการให้ประชาชนได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้  ชัยปุระจึงเป็นที่ชุมนุมศิลปิน และช่างฝีมือผู้มีความรู้ความสามารถในเชิงศิลปะต่าง ๆ มากมายจนถึงปัจจุบัน

ชัยปุระเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในการผลิตสินค้าหัตถกรรม เช่น เครื่องใช้ทองเหลือง  เครื่องประดับ  ผ้าทอ  แกะสลักหิน  เครื่องปั้นดินเผา กระดาษสา  และเครื่องหนังที่ทำจากหนังอูฐ

มหาราชา  ไสว  ชัย  สิงห์  ที่  2  ทรงได้รับการยกย่องไม่เฉพาะทางด้านการปกครอง และการทหารเท่านั้น  พระองค์ยังมีชื่อเสียงในด้านวิทยาศาสตร์ด้วย  จนได้รับขนานพระนามว่า  นิวตัน  แห่งบูรพา  ผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ทรงสร้างไว้ที่เมืองชัยปุระและเมืองอื่น ๆ คือ หอดูดาวที่มีชื่อเสียงคือ หอดูดาว Jantar Mantar  เป็นที่สังเกต และติดตามการเคลื่อนไหวของดวงดาวบนท้องฟ้า

พระราชวังแอมเบอร์   สร้างด้วยสถาปัตยกรรมอินเดียกับเปอร์เซีย ห้องต่าง ๆ ในพระราชวังตกแต่งด้วยการแกะสลักลวดลายเครือเถา และฝังกระจกเงาชิ้นเล็ก ๆ ลงไปในเนื้อหินกระจกเหล่านี้  ช่วยเสริมแต่งความงามของห้อง เช่น  เมื่อจุดประทีปโคมไฟ  กระจกสะท้อนแสงไฟน่าดูมาก  ถ้าพื้นห้องปูด้วยพรมแดง  เพดานห้องเป็นสีแดง  ถ้าผ้าม่านเป็นสีเขียว ผนังห้องที่ประดับกระจกเงาจะสะท้อนสีพรมทำให้เพดานห้องเป็นสีแดง  ถ้าผ้าม่านเป็นสีเขียว  ผนังห้องที่ประดับกระจกตามลายเครือเถาก็จะสะท้อนสีผ้าม่าน  ทำให้ผนังเป็นสีเขียวเหมือนผ้าม่านไปด้วย

พระราชวังสายลม  (Palace of the Wind หรือ Hawa Mahal) เป็นวังเดิมที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง พระราชวังเป็นอาคาร 5 ชั้น  สร้างด้วยหินทรายสีออกแดงคล้ายสีปูนแห้ง  เป็นผลงานสถาปัตยกรรมสไตล์เปอร์เซียกับโมกุล   มีลักษณะแตกต่างจากพระราชวังโบราณอื่น ๆ ในอินเดีย การก่อสร้างเน้นที่ความบอบบาง  โปร่งเบา  มากกว่าความแน่นหนาแข็งแรง

การไปชมพระราชวังสายลมนั้นต้องเดินไปในตลาด  วังนี้ตั้งอยู่ริมถนนกลางเมือง  อยู่ชิดถนนจนต้องแหงนหน้ามองจึงจะเห็นพระราชวังได้ชัดเจน  จุดชมวังที่ดีที่สุด  คือข้ามถนนไปยืนดูจากฝั่งตรงกันข้าม  ที่สวยเด่นคือลวดลายฉลุตามหน้าต่าง   ด้านหน้าของพระราชวังสายลม  ลายฉลุเหล่านี้  คือ  ช่องระบายอากาศที่บรรดานางสนมในวังใช้เป็นที่แอบดูชีวิตความเป็นอยู่ของสามัญชนในตลาด  พระราชวังสายลมมีความงามที่แตกต่างไปจากพระราชวังอื่น ๆ ในอินเดีย  นักท่องเที่ยวจะเห็นรูปพระราชวังสายลมอยู่ในหนังสือนำเที่ยวเมืองชัยปุระเสมอ

·       มุมไบ  (Mumbai) คลิกที่นี่ เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ได้ชื่อว่าเป็น Gateway  of  India  ด้วยความเป็นเมืองท่าสำคัญที่สุดของอินเดีย  เดิมชื่อ  บอมเบย์  เพิ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็นมุมไบเมือปี ค.ศ. 1995 นี้เอง  มุมไบเป็นเมืองหลวงของรัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) รัฐที่อยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศเป็นเมืองท่าสำคัญของประเทศ  เป็นศูนย์กลางการค้า และพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย  ทั้งเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ทันสมัยเต็มไปด้วยตึกระฟ้า  ตึกกระจก  และมีโรงงานผลิตรถยนต์  โรงงานสิ่งทอ  และผลิตเคมีภัณฑ์  นอกจากนั้น  มุมไบยังมีชื่อเสียงในด้านอุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์อินเดีย

อนุสาวรีย์ของศรีวาจิ  สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1961  เป็นจุดเด่นของเมือง  อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อยกย่องวีรบุรุษชาตินิยมชาวฮินดู  ผู้ต่อสู้กับกษัตริย์ของราชวงศ์โมกุลอย่างกล้าหาญ  อนุสาวรีย์อยู่ใกล้กับโรงแรมทัชมาฮาล  อาคารสมัยใหม่ที่ขอยืมชื่อมาจากทัชมาฮาล ไข่มุกแห่งอัคระ

·       สารนาถ

สารนาถเป็นเมืองบริวารของพาราณสี ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 10  กิโลเมตร  เมืองสารนาถเป็นเมืองสำคัญของศาสนาพุทธ  เป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงประธานปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5  ที่บริเวณสวนกวาง  หรือ      ป่าอิลิปตนมฤคทายวัน  สารนาถเป็น 1 ในสังเวชนียสถาน 4 แห่ง ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เป็นจุดหมายปลายทางของชาวพุทธที่มาเที่ยวอินเดียในเส้นทางสายธรรมยาตราเพื่อตามรอยพระพุทธองค์  ปัจจุบันมีพุทธบริษัทจากไทย  จีน  ญี่ปุ่น  และบางประเทศในเอเชียอาคเนย์ไปเยือนกันมาก

ศาสนสถานในสารนาถถูกทำลายไปเกือบหมดในสมัยที่สุลต่านแห่งเดลีครองอินเดียเมื่อปี ค.ศ. 1194  แต่ซากโบราณสถานที่เหลืออยู่ได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดี  อนุสรณ์สถานที่สำคัญในสารนาถนอกจากพระสถูปเจดีย์สำคัญ ๆ ที่มีอยู่หลายองค์แล้ว  ยังมีบางส่วน ของ จารึกอโศก  ซึ่งในอดีตเป็นเสาสูงถึง  15  เมตร  อายุมากกว่า  2,000  ปี หลงเหลืออยู่

พิพิธภัณฑ์ที่สารนาถเป็นที่เก็บรักษาหัวสิงห์ (Lion – capital) ที่เคยอยู่บนยอดเขาเสาจารึกอโศก  ปัจจุบันสิงโตเป็นสัตว์ที่อยู่ในตราแผ่นดิน  ซึ่งเริ่มใช้ในอินเดียมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947  ซึ่งเป็นปีที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ  ตราแผ่นดินอินเดียประกอบด้วยสิงโต 4  ตัวหันหลังชนกัน  หันหน้าเผชิญกับทิศทั้งสี่  สิงโตยืนอยู่บนฐานที่มีสัตว์อื่น ๆ เช่น  ช้าง  ม้า  วัว  และสิงโตตัวเล็ก  เป็นบริวารด้านหน้าเป็นตราพระธรรมจักร  ในอินเดีย  สิงโต  เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ และความลำพอง  ที่ผนังด้านหนึ่งของพิพิธภัณฑ์เป็นที่ตั้งธรรมจักรตรงกลางประดิษฐานภาพพระพุทธองค์ปางสมาธิ

·       ขชุราโห  (Khajuralho)

เมืองขชุราโหเป็นเมืองเล็ก ๆ  อยู่ในจังหวัดฉัตรปุระ  รัฐมัธยมประเทศของอินเดีย        สิ่งสำคัญที่ทำให้ขชุราโหมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก  คือเมืองนี้เป็นที่ตั้งของหมู่วิหารของศาสนาเชน และศาสนาฮินดู  ที่สร้างด้วยหินทราย  มีอายุมากกว่าพันปีเศษ กับภาพแกะสลักตำนานกามสูตรรอบ ๆ ตัววิหาร  ปัจจุบันหมู่วิหารเหล่านี้ยังอยู่ในสภาพดีสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมอินเดียสไตล์อินโด อารยัน

เมืองขชุราโห  เดิมนั้นเป็นราชธานี ของพวกราชปุต  ราชวงศ์จันเดลลา  หรือจันเดลละ  ซึ่งมีอำนาจปกครองอินเดียตอนกลางระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 7-14  โดยกษัตริย์ผู้เป็นต้นราชวงศ์นี้  พระนามว่า  พระเจ้านันทุกะ  จันเดลละ  และกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์นี้คือ  พระเจ้า  หัมมิวรมัน  อาณาจักรของราชวงศ์จันเดลละ  เจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในรัชสมัยของพระเจ้าธังคะ  กษัตริย์ในราชวงศ์จันเดลละเริ่มสร้างวิหารอุทิศถวายแด่พระกฤษณะ (พระวิษณุ)  และพระศิวะ  ตั้งแต่ปี ค.ศ. 950  เรื่อยมา  โดยวัตถุประสงค์ในการสร้างวิหารก็คือ เป็นอนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะจากการทำสงคราม  หมู่วิหารเมืองขชุราโหส่วนใหญ่สร้างในสมัยพระเจ้าธังคะนี้เอง  ในอาณาเขตที่ราชวงศ์จันเดลละมีอำนาจปกครองอยู่

หมู่วิหารที่เมืองขชุราโห  ยังคงมีสภาพดีอยู่แม้เวลาจะผ่านไปนับพันปีแล้ว  รอบวิหารโบราณเหล่านี้ประดับด้วยภาพหินแกะสลักนับเป็นพัน ๆ ภาพ  วิหารกันทาริยา  มหาเทพ  ซึ่งเป็นวิหารที่ยิ่งใหญ่ และมีชื่อเสียงมากที่สุดนั้น  สร้างขึ้นเพื่อถวายพระศิวะ  จัดว่าเป็นสุดยอดของสถาปัตยกรรมชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของโลก  อันที่จริง เมืองขชุราโหไม่ได้มีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องหมู่วิหารศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู และเชนเท่านั้น  หากแต่มีชื่อเสียง และเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยว  เพราะภาพแกะสลักที่ประดับรอบ ๆ วิหารศิลาคือ กามาสูตรอันลือลั่นไปทั่วโลกนั่นเอง วิหารหมู่ที่เมืองขชุราโหถูกทอดทิ้งให้อยู่ในป่ารกทึบเป็นเวลานานนับพันปี  จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1838  นายทหารวิศวกรชาวอังกฤษชื่อ เบิร์ต   ไปพบเข้าโดยบังเอิญ  หลังจากนั้น  ทางการอินเดียได้เข้าไปสำรวจ และใช้เวลานานถึงร้อยปีเศษทำการฟื้นฟูสภาพหมู่วิหาร และเส้นทางคมนาคมไปยังเมืองขชุราโห